fr fr fr en us es es pt br de de Asia Asia EU EU









Energy Tower and SHPEGS in Thai

หอคอยเย็น (energy tower)
แนวคิดในการผสมผสานหอคอยแสงแดดและหอคอยเย็น (integration concept)

http://www.vcharkarn.com/vcafe/135575
http://mail.vcharkarn.com/vcafe/135591/1
http://mail.vcharkarn.com/vcafe/135591/2

หอคอยแสงแดดและหอคอยเย็นมีหลักการคล้ายกันคือการควบคุมการไหลของอากาศ ซึ่งต่างก็มีแนวคิดมาจากกังหันลม มีผู้พัฒนาระบบพลังงานทดแทนพยายามพัฒนาระบบนี้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น Solar Heat Pump Electrical Generation System (SHPEGS) ซึ่งมีหลายรูปแบบสำหรับผลิตไฟฟ้าจากแสงแดด และ/หรือความร้อนใต้พิภพ ในเขตหนาว เขตอบอุ่นและเขตร้อนซึ่งมีภูมิอากาศแตกต่างกัน (ภาพที่ 3) (Available online at: http://energytower.org/)


ภาพที่ 3. รูปแบบหนึ่งของ energy tower ที่มา: http://energytower.org/

จาการตรวจเอกสารยังไม่พบว่ามีเทคโนโลยีใดที่เหมือนกันกับแนวคิดที่ผู้วิจัยกำลังนำเสนอ อย่างไรก็ตามมีแนวคิดที่คล้ายกันนี้อยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งเสนอโดยศาสตราจารย์ Dr. Alan Williams แห่งมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ซึ่งกล่าวว่า ได้เห็นภาพจำลอง solar chimney ในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในกรุงลอนดอนซึ่งมีครอบแก้วครอบอยู่ จึงเกิดคำถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้า solar chimney อยู่ในระบบปิดที่มีปริมาตรอากาศคงที่ และเสนอว่าน่าจะมีการทดลองเพื่อให้ได้ข้อมูล


(http://www.globalwarmingsolutions.co.uk/solar_chimney_plus_bell_jar.htm) นอกจากนั้นในเอกสารหนึ่งกล่าวถึงการรวมหอคอยสองอย่างนี้เพื่อระบายลมร้อนออกจากอาคารหอหนึ่ง (solar chimney) และอีกหอหนึ่งพาลมเย็นเข้ามา (energy tower) เอกสารเดิมมีสาระสำคัญว่า “The solar chimney was not designed for cooling per se, but for making "wind" to drive "windmill type blades. This can be done to generate electricity as an added benefit, but that's off-topic. Another bad point is that one needs to build a tower... While drawing hot air out is good, we still need to draw cold air in. Similar to a solar chimney, the cooling tower requires a tower. SO I figure, if you're gonna build a tower, why not put both a cooling tower and a solar chimney into 1 structure. This structure would have 2 separate chimneys - 1 for the cooling tower, and 1 for the solar chimney (Available online at: http://www.green-trust.org/chimney.htm)

การเอาครอบแก้วมาครอบหอคอยแสงแดดเพื่อให้เป็นระบบปิดถึงจะทำได้ก็ไม่น่าจะคุ้มทุน ผู้วิใจมีแนวคิดว่าน่าจะรวม solar chimney และ energy tower เข้าด้วยกัน solar chimney อาจจะเป็น หนึ่ง สอง สาม หรือมากกว่านั้น ตามขนาดของโรงงาน โดยเชื่อมปลายเข้ากับ energy tower ในที่นี้มีอยู่ 3 ปล่องขาขึ้นและและ 1 ปล่องขาลง และด้านล่าง ต่อท่อหรือทำหลังคาเป็นสองชั้นไปต่อถึงกันที่ด้านริมของหลังคาแสงแดด หน้าตาคล้าย ๆ ในแบบจำลองในภาพที่ 4

ภาพที่ 4 แบบจำลองการผสมผสานหอคอยแสงแดดและหอคอยเย็น ตามจินตนาการของผู้วิจัย
เมื่อนำสองสายพันธุ์มาผสมพันธุ์กันจะเกิดอะไรขั้น จริง ๆ แล้วแนวคิดในการรวมระบบพลังงานทดแทนต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นประเด็นของการวิจัยเสมอมา จุดประสงค์เพื่อชดเชยข้อดีข้อเสียซึ่งกันและกัน และจะได้ระบบใหม่ซึ่งมีลักษณะใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในพ่อแม่ อย่างไรก็ตามความสำเร็จของการรวมกันนั้นมีปัจจัยอื่น ๆ เกี่ยวข้องอีกมาก ความสำเร็จที่เห็นชัดเจนในแวดวงวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งคือ composite materials ซึ่งมีผลกระทบกว้างไกลมากเพราะสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ในกรณีนี้ผู้วิจัยก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น เครื่องจักกรในจินตนาการ (บนรากฐานของวิทยาศาสตร์) ทำงานอย่างไร?

ภาพที่ 5 แสดงการทำงานของระบบที่เสนอ

เริ่มต้นที่จุด A เมื่ออากาศเย็นใต้หลังคารับแสงได้รับความร้อนจากแสงแดดไม่มีทางหนีออกไปได้นอกจากทางปล่อง ที่ฐานปล่องจะมีกังหันลมติดตั้งไว้เพื่อดูดซับพลังงานจลน์เพื่อเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าโดยเจนเนอเรเตอร์ ลมร้อน ออกจากปล่องขาขึ้นเข้าปล่องขาลงที่จุด B ตรงนี้ติดตั้งเครื่องพ่นน้ำเพื่อให้ลมร้อนเย็นลงและตกลงด้านล่างจนถึงจุด C ตรงนี้จะเป็นท่อสอบเข้า ลมเย็นที่มีความชื้นสูง (อาจมีน้ำที่ระเหยไม่หมดด้วย) ผ่านท่อแคบ ๆ บริเวณจุด C ที่จุด C ติดตั้งเครื่องกลั่นน้ำ (เครื่องกลั่นน้ำอาจหาจุดติดตั้งใหม่ที่เหมาะสมกว่า อาจเป็นขาขึ้นหรือจุดอื่น ) การทำงานของเครื่องกลั้นน้ำแสดงไว้ในภาพที่ 6 จากจุด C ลมเย็นที่แห้งก็จะผ่านกังหันลม และผ่านไปที่จุด A ซึ่งจะครบวงจรพอดี
เครื่องกลั้นน้ำทำงานอย่างไร? ที่จริงแล้วระบบกลั่นน้ำระบบใดก็สามารถใช้ได้กับระบบที่เสนอ ผู้วิจัยเลือกเครื่องกลั่นน้ำระบบนี้เพราะไม่ต้องการให้ระบบมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวมากชิ้นเพื่อให้ง่ายต่อการบำรุงรักษาและลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ที่ซับซ้อน ในการกลั่นน้ำความร้อนแฝงที่ปลดปล่อยออกมาก็คืนสู่ระบบ ดังนั้นไม่น่าสูญเสียพลังงานมากจนติดลบ


ภาพที่ 6 แสดงระบบกลั่นน้ำ

ที่จุด C จะติดตั้ง guide vanes เพื่อควบคุมลมเย็นให้เกิดการหมุนวน กระแสลมหมุนวนเมื่อผ่านรูแคบ ๆ จะมีความเร็วสูงขึ้น ความกดอากาศลดลง และอุณหภูมิลดลง อากาศเย็นซึ่งอิ่มตัวด้วยน้ำอยู่แล้วจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ซึ่งน่าจะทำได้ง่ายเนื่องจากอากาศมีละอองเล็ก ๆ ปนอยู่ทำให้เกิดนิวเคลียสของหยดน้ำได้ง่าย แรงเหวี่ยงหนีศูนย์ทำให้หยดน้ำไปเกาะเป็นแผนฟิล์มที่ผนังท่อและออกจากท่อที่ช่องเปิดขนาดใหญ่พร้อม ๆ กับลมส่วนหนึ่ง และจะแยกจากลมโดยที่ลมกลับเข้าสู่ระบบทางช่องเปิดที่เล็กกว่า ส่วนน้ำแยกไปสู่ถังเก็บเพื่อสูบขึ้นไปใช้บนหอคอย
ระบบกลั่นน้ำจำเป็นต้องมีถ้าจะให้เป็นระบบปิด อย่างไรก็ตาม การจะทำให้เป็นระบบปิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับต้นทุนการกลั่นน้ำเป็นสำคัญ เมื่อลมเย็นผ่านกังหันที่จุด E พลังงานจลน์ยังเหลือยู่เกิดครึ่ง เพราะกังหันลมไม่สามารถดูดซับพลังงานได้เกิน 59% (Betz’s limit) การใช้กังหันแบบอื่นอาจมีประสิทธิภาพมากกว่านี้แต่ผู้วิจัยต้องการให้เหลือพลังงานเพื่อกลั้นน้ำ เพราะถ้าไม่มีเครื่องกลั่นน้ำจำเป็นต้องติดตั้งระบบที่ใกล้แหล่งน้ำ
ในกรณีไม่มีเครื่องกลั่นน้ำ อากาศเย็นก็จะถูกทิ้งไปหรือใช้ประโยชน์อย่างอื่น อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีระบบกลั่นน้ำประสิทธิภาพของระบบก็น่าจะมากกว่าระบบที่เป็นพ่อแม่ เนื่องจาก
1. ในระบบ solar chimney มีเพียงแรงลอยตัวเท่านั้นที่ใช้งานได้ อากาศขยายตัวเกิดแรงดันด้วยแรงนี้สูญหายไปเพราะอากาศมีปริมาตรไม่คงที่
2. เช่นเดียวกันกับระบบ solar chimney ในระบบ energy tower แรงที่ใช้งานได้คือแรงที่มวลอากาศที่หนักตกลงมาเท่านั้น เมื่ออากาศหดตัวเกิดแรงดูดด้วยแรงนี้ไม่ได้ใช้ นอกจากนั้นแรงที่หลงเหลือหลังจากผ่านกังหันก็ต้องทิ้งไปอีก

ดังนั้นสมการพลังงานจะเป็น

พลังงานสุทธิ = พลังงานที่ผลิตได้ – พลังงานที่ใช้ในการสูบน้ำ - พลังงานที่ใช้ในการกลั่นน้ำ

พลังงานสุทธิจะไม่เป็นลบ เพราะระบบได้พลังงานมาจากการขยายตัวและหดตัวของอากาศในขาขึ้นและขาลง ซึ่งระบบเดิมต้องทิ้งไป นอกจากนั้นยังได้จากอากาศเย็นหลังจากผ่านกังหันลม ซึ่งของเดิมนั้นต้องทิ้งไปเช่นกัน ผู้วิจัยไม่สามารถแสดงระบบพลังงานทั้งหมดตามทฤษฎีได้ เพราะเป็นระบบที่ซับซ้อนกว่าเดิมมาก และข้อมูลเหล่านี้จะได้มาจากการทดลองจริง และการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์
ผู้วิจัยได้แสดงหลักการทางวิทยาศาสตร์ให้เห็นแล้วว่าระบบที่เสนอทำงานได้และน่าจะดีกว่าของเดิม และน่าจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในราคาต่ำกว่าระบบพลังงานทดแทนอื่น ๆ หรือแม้แต่ถ่านหินและนิวเคลียร์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะระบบนี้ง่าย มีประสิทธิภาพ สร้างได้ราคาถูก ใช้วัสดุท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามยังมีเกณฑ์อื่น ๆ ในการพิจารณานำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น power profile ในแต่ละวัน ซึ่งจะต้องแก้ไข


เอกสารอ้างอิง

1. Ninic, N. 2006. Available energy of the air in solar chimneys and the possibility of its ground-level concentration. Solar Energy, 80: 804-811.
2. Schliach, J. and W. Schiel. 2001. Solar chimney. Encyclopedia of Physical Science and Technology. 3rd Ed., Academic Press, London.
3. Schliach, J., R. Bergermann, W. Schiel and G. Weinrebe. 2007. Design of commercial solar updraft systems – utilization of solar induced convective flows for power generation. Schlaich, Rudolf und Partner (sbp gmbh), Hohenzollemstr, 1, 70178 Stuttgart, Germany. (PDF file: Available online).

พลังงานทดแทนเกือบทุกชนิดมักเกี่ยวข้องโดยตรงหรือโดยอ้อมกับพลังงานจากดวงอาทิตย์ ดังนั้นเทคโนโลยีการเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้าจึงมีหลากหลาย อย่างไรก็ตามวิธีที่โครงการวิจัยนี้นำมาพิจารณาคือการแปลงพลังงานจากแสงอาทิตย์ เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยอาศัยการเคลื่อนที่ของอากาศ คือระบบหอคอยแสงแดดแบบลมหมุน (cyclone solar chimney) และหอคอยเย็น (energy tower) เพราะทั้งสองระบบมีหลักการทำงานง่าย ดูแลรักษาง่ายเพราะมีส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยชิ้น และไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงวัสดุอุปกรณ์นำเข้าราคาแพงในการก่อสร้าง นอกจากนั้นเมื่อนำเทคโนโลยีที่แตกต่างกันสองชนิดมาผสมผสานในระบบเดียวกันอาจชดเชยข้อดีและข้อเสียซึ่งกันและกัน กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เท่าที่ตรวจเอกสารยังไม่พบว่ามีการผสมผสานทั้งสองระบบนี้เชิงการทดลอง แต่มีกล่าวถึงแนวความคิดที่คล้ายกันนี้ทางทฤษฎีและการใช้ประโยชน์ในแง่การทำความเย็นในอาคาร
หลักการทำงานของหอคอยแสงแดดอาศัยแรงลอยตัว (buoyancy) ของอากาศร้อน โดยบังคับให้ลมร้อนที่เกิดจากการดูดซับพลังงานจากดวงอาทิตย์ภายใต้เรือนกระจกเคลื่อนที่ออกทางปล่องเปิดที่อยู่สูง เพื่อหมุนกังหันที่ติดตั้งไว้ที่บริเวณปล่องด้านล่างของหอคอยและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเปลี่ยนแรงหมุนเป็นกระแสไฟฟ้า หลักการทำงานของหอคอยเย็น (energy tower) นั้นตรงกันข้าม อาศัยน้ำหนักของอากาศที่ได้รับความเย็นแล้วหดตัวเคลื่อนที่ลงด้านล่างของหอคอย ซึ่งทำได้โดยการพ่นน้ำที่ด้านบนของหอคอย แต่ลมที่เคลื่อนที่ออกทางปลายปล่องด้านล่างหมุนกังหันลมและกำเนิดไฟฟ้าเช่นเดียวกัน
หลักการทำงานของหอคอยแสงแดดแบบลมหมุน (cyclone solar chimney) แตกต่างจากหอคอยแสงแดดแบบธรรมดา (solar chimney) เพียงเล็กน้อย คือก่อนที่ลมร้อนจะเข้าปล่องด้านล่างของหอคอย จะถูก vanes บังคับทิศทางลมให้หมุนวน เมื่อผ่านกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าแล้วการหมุนวนของลมร้อนยังคงอยู่ซึ่งจะถูกบังคับให้ผ่านปล่องที่แคบลง เนื่องจากการจำกัดขนาดของปล่องทำให้ลมร้อนมีความเร็วสูงขั้น ความกดดันลดลง และอุณหภูมิลดลงจนถึงจุดกลั่นตัวเป็นหยดน้ำโดยเฉพาะเมื่ออากาศมีฝุ่นละอองปนอยู่มากทำให้เกิดแกนของหยดน้ำได้ง่าย การหมุนวนของลมร้อนเกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ทำให้สามารถแยกน้ำออกจากอากาศร้อนได้ จะเห็นได้ว่าระบบนี้นอกจากสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว ผลผลิตอีกอย่างหนึ่งคือน้ำสะอาด
ระบบหอคอยแสงแดดแบบธรรมดา (solar chimney) มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าต่ำ โดยมีประสิทธิภาพเพียงร้อยละ 2-3 เท่านั้น ทั้งนี้เกิดการสูญเสียพลังงาน 4 ทางด้วยกันคือ 1) เนื่องจากเป็นระบบเปิด การขยายตัวของอากาศไม่ทำให้แรงดันอากาศเพิ่มขึ้น 2) สูญเสียความร้อนไปกับความสูงของหอคอยที่เพิ่มขึ้น (ยิ่งสูงอุณหภูมิยิ่งต่ำ) 3) ต้องใช้พลังงานเพื่อดันอากาศร้อนออกจากปล่อง (ปล่องยิ่งสูงก็ยิ่งใช้พลังงานมาก) และ 4 ความร้อนที่หลงเหลือยู่สูญเสียไปกับอากาศที่ออกจากปล่อง
ระบบหอคอยเย็น (energy tower) มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าต่ำเพราะกังหันลมสามารถดูดซับหลังงานลมได้ไม่เกิด Betz limit (59%) ลมที่ออกจากระบบยังมีพลังงานเหลือยู่มาก อย่างไรก็ตามลมเย็นสามารถนำไปใช้ทำความเย็นให้อาคารหรือสถานที่สาธารณะ แต่ในแง่พลังงานแล้วถือว่าสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบได้อีกถ้าสามารถเอาพลังงานที่สูญเสียออกจากระบบคืนมาได้
นอกจากนั้นแล้วระบบหอคอยแสงแดดแบบธรรมดา (solar chimney) และ ระบบหอคอยเย็น (energy tower) ต้องมีหอคอยที่สูงมากอาจมีปัญหาในการก่อสร้างและเสี่ยงต่อแผนดินไหว ทำให้สามารรถก่อสร้างได้ในพื้นที่ทีเหมาะสมเท่านั้น ขนาดของเรือนกระจกที่ต้องการพื้นที่มากเพื่อให้ได้พลังงานตามต้องการเพราะระบบมีประสิทธิภาพต่ำก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง ดังนั้น จึงต้องสร้างหอคอยแสงแดดขนาดใหญ่มากซึ่งเป็นการจำกัดความมีประโยชน์และศักยภาพของเทคโนโลยี
วิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของทั้งสองระบบคือ เอาทั้งสองระบบมารวมกันเพื่อให้เกิดการชดเชยข้อด้อยซึ่งกันและกัน โดยเชื่อมปลายปล่องด้านบนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ลมร้อนจากหอคอยแสงแดด เข้าสู่หอคอยเย็น จากนั้นลมร้อนจะระเหยน้ำและเย็นลงและเคลื่อนที่ลงด้านล่างของหอคอยเย็น จากนั้นลมเย็นและชื้นจะถูกส่งไปตามท่อและกลับเข้าสู่ระบบใหม่อีกครั้งที่ด้านขอบของหลังคารับแสงแดด เพื่อรับพลังงานแสงอาทิตย์ และเข้าสู่ปล่องด้านล่างอีกครั้งหนึ่งและกลั่นตัวโดยลมหมุน ระบบจะหมุนเวียนอย่างนี้โดยพลังงานที่สูญเสียไปสามารถเอากลับคืนมาได้ โดยเสียพลังงานออกจากระบบน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกมาก
ผลดีของการรวมทั้งสองระบบเข้าด้วยกันคือ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบ การลดขนาดของพื้นที่หลังคารับแสง ลดความสูงของหอคอยให้เหลือเพียงร้อยละ 10-20 ของความสูงของระบบเดิม ทำให้การก่อสร้างทำได้ง่าย ระบบสามารถกลั่นน้ำได้เองจากอากาศจึงไม่มีปัญหาเรื่องการใช้น้ำและอาจเป็นผลพลอยได้ด้วย พื้นที่ของหลังคารับแสงร้อยละ 50 ที่อยู่ด้านขอบของหลังคาสามารถใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรเพราะอุณหภูมิต่ำกว่าระบบเดิม เนื่องจากการไหลวนของระบบมากขึ้นกว่าเดิม (มีแรงดูดจากการหดตัวของอากาศช่วยให้ความเร็วของลมเพิ่มขึ้น) ดังนั้นระบบใหม่น่าจะสมารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในราคาถูกลงมาก และข้อจำกัดในการก่อสร้างน้อยลงมากและสมารถสร้างได้ในพื้นที่ขนาดเล็ก และน่าจะมีการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง
น่าเสียดายที่แนวคิดนี้ แม้เคยมีผู้อ้างถึงอยู่บ้างแต่ก็อ้างถึงในกระดาษเท่านั้น ยังไม่พบว่ามีผู้ใดทดสอบแนวความคิดนี้เชิงการทดลอง ข้อมูลเชิงการทดลองจะมีประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อตอบคำถามว่าระบบหอคอยแสงแดดแบบลมหมุน (cyclone solar chimney) และระบบหอคอยเย็น (cyclone solar chimney) สามารถผสมผลสนกันอย่างมีประสิทธิภาพได้หรือไม่และจะผสมผสานกันได้อย่างไร ข้อมูลนี้จะมีประโยชน์ต่องานวิจัยที่จะทำต่อไป

6. วัตถุประสงค์ของโครงการ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบแนวความคิด (concept) .ในการผสมระบบพลังงานหอคอยแสงแดดแบบลมหมุน (cyclone solar chimney) และหอคอยเย็น (cyclone solar chimney) ในเชิงการทดลอง โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ขั้นตอนคือ
1) การทดสอบแนวความคิดเบื้องต้นจากโมเดลขนาดเล็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของพื้นที่รับแสงไม่เกิน 3 เมตร ความสูงของหอคอยไม่เกิน 5 เมตร โดยใช้อากาศพร่องออกซิเจนหรือคาร์บอนไดออกไซด์ หรือแก๊สเฉื่อย และแอลกอฮอล์เป็น working fluid แทนน้ำและอากาศ และใช้ฮีทเตอร์ไฟฟ้าแทนแสงอาทิตย์ เพราะแอลกอฮอล์ระเหยง่ายกว่าน้ำ ซึ่งน่าจะใช้ได้กับระบบที่เล็กมาก ๆ
2) ใช้ข้อมูลที่ได้จากโมเดลและข้อมูลจากเอกสารการวิจัยที่เกี่ยวข้องมาสร้างเครื่องต้นแบบขนาดใหญ่ขึ้น (lab scale) โดยใช้น้ำและอากาศเป็น working fluid
3) ทดสอบเครื่องต้นแบบในเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อศึกษาตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพของระบบ (พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ ความเร็วลม ความดันของอากาศ อุณหภูมิที่ตำแหน่งต่าง ๆ ของระบบ) เช่น ความเข้มของพลังงานแสงอาทิตย์ ความชื้นของอากาศ ชนิดของหลังคารับแสงแดด วัสดุดูดซับพลังงานแสงแดด ความสูงของหอคอย ความสูงของหลังคารับแสง พื้นที่หลังคารับแสง ชนิดและขนาดของกังหันลม
4) ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อจำลองการทำงานของระบบในสภาพเงื่อนไขต่าง ๆ และเปรียบเทียบกับข้อมูลจากการทดลอง เพื่อศึกษามิติที่เหมาะสมของ
Solar Chimneys, Vortex, Energy Towers
Margotweb